พระวิหาร


พระวิหาร ติดกับพระอุโบสถแต่ขนาดเล็กลงมา ตามตำนานเล่าขานกันว่า สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท (น้องรัชกาลที่ ๑) ทรงสร้างขึ้น และได้รับการบูรณะในรัชกาลต่อมา ลักษณะพระวิหารเป็นอาคารทรงไทยฐานสูง มีหน้าต่างด้านละ ๑๒ ช่อง ส่วนด้านตะวันตกและตะวันออกมีหน้าต่างด้านละ ๔ ช่อง หน้าบันพระวิหารเป็นรูปตราพระราชสัญญาลักษณ์ในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศสยามมกุฎราชกุมาร มีอักษรย่อว่า ร.จ.บ.ต.ว.ห.จ. (เราจะบำรุงตระกูลวงศ์ให้เจริญ) มีภาพเทพเหาะด้านข้างด้านละ ๓ องค์ พื้นลายเป็นลายดอกลอยใบเทศ ภายในพระวิหาร หรือเรียกว่า“วิหารพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์” ประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดใหญ่ปรางมารวิชัย สร้างในสมัยสุโขทัย เล่ากันว่าพระพุทธเจ้าในภัทกัลป์นี้มี ๕ พระองค์ ที่ทรงตรัสรู้แล้วมี ๔ พระองค์คือ องค์ที่ ๑.กะกุสันโท ๒.โคนาคมโน ๓. พระกัสสะโป ๔.พระสมณโคดม และองค์ที่ ๕.พระศรีอริยะเมตไตร ซึ่งจะมาตรัสรู้ในอนาคตกาล เพื่อสืบสานพระศาสนาให้ครบ ๕,๐๐๐ ปี ภายในวิหารไม่พลาดที่จะสักการะพระสังฆราชในวิหาร ซึ่งเป็น วัดที่มีพระสังฆราชมาสถิตมากที่สุดในประเทศไทย ถึง ๕ องค์ ได้แก่ ลำดับที่ ๑.สมเด็จพระสังฆราช (ศุข) ปี พ.ศ.๒๓๓๖ เป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ ๒ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ลำดับที่ ๒.สมเด็จพระสังฆราช (มี) ปี พ.ศ.๒๓๕๙ ลำดับที่ ๓. สมเด็จพระสังฆราช (อาจ) ปี พ.ศ.๒๓๖๒ เกิดเหตุอหิวาตกโรคในพระนคร ประพฤติต่อศิษย์ไม่สมควรแก่สมณสารูป จึงถอดจากสมณศักดิ์ลงเมื่อ พ.ศ.๒๓๖๓ ลำดับที่ ๔. สมเด็จพระสังฆราช (ศุข ญาณสังวร) ปี พ.ศ.๒๓๖๓ และสุดท้ายลำดับที่ ๕. สมเด็จพระสังฆราช (ด่อน) ปี พ.ศ.๒๓๖๕ ซึ่งเป็นพระราชอุปัธยาจาร์ยของรัชกาลที่ ๔ ลำดับที่ ๖. สมเด็จพระสังฆราช (นาค) ปี พ.ศ.๒๓๘๖ แต่วัดกำลังปฎิสังขรณ์ทั่วทั้งวัด จึงไม่มาสถิตย์ที่วัด
สัมผัสวัดแห่งเดียวแห่งแรกในไทยที่เจ้าอาวาสเป็นตำแหน่งเรียกขานนามว่า “อธิบดีสงฆ์” มีอธิบดีสงฆ์เป็นตำแหน่งเจ้าอาวาส ในอดีตมีมาแล้วทั้งหมด ๑๙ องค์ ปัจจุบันเป็นองค์ที่ ๒๐ คือพระธรรมปัญญาบดี (พีร์) ภายในวิหารไม่พลาดที่จะสัมผัสด้วยตากับ เครื่องใช้ไม้สอยของสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท (น้อง รัชกาลที่ ๑) อาทิ “พระแท่นบรรทม” ของสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท (น้องรัชกาลที่ ๑) สมัยพุทธศักราช ๒๓๒๕ ตอนต้นรัชกาลที่ผ่านมา ศิลปะลวดลายโบราณตามแท่นบรรทม ได้ลงรักปิดทอง สลักด้วยลายดอกบัวแปดดอกซึ่งหมายถึงมงคล ลายพันธ์พฤกษา สวยงามตามแบบโบราณราชประเพณี พบกับ พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ “ใบลาน” เรียกกันต่อมาว่า “ฉบับทองทึบ หรือ ฉบับทองใหญ่” เก็บรักษาไว้ที่หอพระมณเฑียรธรรม ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม มรดกล้ำค่าที่ตกทอดมาตั้งแต่สังคายนาพระไตรปิฎกครั้งแรกสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ในรัชกาลที่ ๑ ทรงพระราชดำริริเริ่มขึ้น กับสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท โดยมีพระสงฆ์ซึ่งทรงสมณศักดิ์ ๑๐๐ รูป มีสมเด็จพระสังฆราชเป็นประธานประชุมกัน เลือกวัดพระศรีสรรเพชญ์ (วัดมหาธาตุปัจจุบัน) เป็นสถานที่สังคายนา ได้พระภิกษุทางคันถธุระ ๒๑๘ รูป กับราชบัณฑิต ๓๒ คน รวม ๒๕๐ แบ่งเป็น ๔ กอง เริ่มสังคยานาเมื่อวันพุธ เดือน ๑๒ ขึ้น ๑๕ ค่ำ ปีวอก พ.ศ.๒๓๓๑ เวลาบ่าย ๓ โมง, ชมตู้พระธรรมโบราณ, และเครื่องถ้วยชามโบราณต่าง ๆ ก่อนออกจากวิหารพักสายตาเพลินไปกับวีดีทันศ์ภาพยนตร์ (แนะนำสแกน QR Code เพื่อชม) “ตำนานสงคราม ๙ ทัพ” ที่ลูกหลานคนไทยต้องชม เพื่อทราบถึงบทบาทสำคัญของพระมหากษัตริย์ไทยที่มีคุณประโยชน์อนันต์ต่อสู้การข้าศึกเพื่อดำรงรักษาแผ่นดินไทยให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยถึงทุกวันนี้
สัมผัสวัดแห่งเดียวแห่งแรกในไทยที่เจ้าอาวาสเป็นตำแหน่งเรียกขานนามว่า “อธิบดีสงฆ์” มีอธิบดีสงฆ์เป็นตำแหน่งเจ้าอาวาส ในอดีตมีมาแล้วทั้งหมด ๑๙ องค์ ปัจจุบันเป็นองค์ที่ ๒๐ คือพระธรรมปัญญาบดี (พีร์) ภายในวิหารไม่พลาดที่จะสัมผัสด้วยตากับ เครื่องใช้ไม้สอยของสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท (น้อง รัชกาลที่ ๑) อาทิ “พระแท่นบรรทม” ของสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท (น้องรัชกาลที่ ๑) สมัยพุทธศักราช ๒๓๒๕ ตอนต้นรัชกาลที่ผ่านมา ศิลปะลวดลายโบราณตามแท่นบรรทม ได้ลงรักปิดทอง สลักด้วยลายดอกบัวแปดดอกซึ่งหมายถึงมงคล ลายพันธ์พฤกษา สวยงามตามแบบโบราณราชประเพณี พบกับ พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ “ใบลาน” เรียกกันต่อมาว่า “ฉบับทองทึบ หรือ ฉบับทองใหญ่” เก็บรักษาไว้ที่หอพระมณเฑียรธรรม ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม มรดกล้ำค่าที่ตกทอดมาตั้งแต่สังคายนาพระไตรปิฎกครั้งแรกสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ในรัชกาลที่ ๑ ทรงพระราชดำริริเริ่มขึ้น กับสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท โดยมีพระสงฆ์ซึ่งทรงสมณศักดิ์ ๑๐๐ รูป มีสมเด็จพระสังฆราชเป็นประธานประชุมกัน เลือกวัดพระศรีสรรเพชญ์ (วัดมหาธาตุปัจจุบัน) เป็นสถานที่สังคายนา ได้พระภิกษุทางคันถธุระ ๒๑๘ รูป กับราชบัณฑิต ๓๒ คน รวม ๒๕๐ แบ่งเป็น ๔ กอง เริ่มสังคยานาเมื่อวันพุธ เดือน ๑๒ ขึ้น ๑๕ ค่ำ ปีวอก พ.ศ.๒๓๓๑ เวลาบ่าย ๓ โมง, ชมตู้พระธรรมโบราณ, และเครื่องถ้วยชามโบราณต่าง ๆ ก่อนออกจากวิหารพักสายตาเพลินไปกับวีดีทันศ์ภาพยนตร์ (แนะนำสแกน QR Code เพื่อชม) “ตำนานสงคราม ๙ ทัพ” ที่ลูกหลานคนไทยต้องชม เพื่อทราบถึงบทบาทสำคัญของพระมหากษัตริย์ไทยที่มีคุณประโยชน์อนันต์ต่อสู้การข้าศึกเพื่อดำรงรักษาแผ่นดินไทยให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยถึงทุกวันนี้