
พระอารามหลวงชั้นเอกแห่งแรกตามสัตยาธิษฐานในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์อินทร์อยุธยา
รอยรำลึก พระมหากรุณาธิคุณ ของพระมหากษัตริย์ไทย โดย “ตามรอยเสด็จสร้างกรุงรัตนโกสินทร์” เมืองฟ้าอมรเป็นราชธานีแห่งใหม่ นำท่านสัมผัสเส้นทางประวัติศาสตร์ สมัยกรุงศรีอยุธยา ”ตำนานสงคราม ๙ ทัพ” เมื่อพุทธศักราช ๒๓๑๐ ประเทศไทยเสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ ๒ พระมหามนตรี อนุชาในรัชกาลที่ ๑ ได้ล่องเรือหนีข้าศึกมาผ่านหน้าวัดสลัก (วัดสลักคือวัดมหาธาตุฯในปัจจุบัน) เห็นเรือตรวจการณ์พม่า จึงพลิกคว่ำเรือ เป็นที่กำบังเพื่อหลบหนีทหารพม่า และ ตั้งจิตอธิษฐานขอต่อสิ่งศักดิ์สิทธิของวัดสลัก ว่า หากข้าพเจ้ามีบุญบารมีขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิของวัดสลัก คุ้มครองให้ข้าพเจ้ารอดปลอดภัยในครั้งนี้ด้วย หากข้าพเจ้ารอดตายและมีอำนาจวาสนา จะกลับมาบูรณะวัดสลักแห่งนี้ และแล้วคำอธิษฐานต่อสิ่งศักดิ์สิทธ์มีจริง ทหารพม่าไม่เห็น พระมหามนตรีและทหารติดตามมีชีวิตรอดสายตาทหารพม่าไปได้ รออยู่จนค่ำเพื่ออาศัยความมืดบังจนแน่ใจว่าทหารพม่าไม่เห็นจึงล่องเรือมาตามหาพี่ชายคือหลวงยกกะบัตร (รัชกาลที่ ๑) ที่อัมพาวา เมืองราชบุรี หลังจากนั้นเดินทางต่อไปร่วมกู้บ้านเมืองกับพระเจ้าตากสิน ที่ชลบุรี
ในเวลาต่อมาปีเดียวกันนั้นเอง พ.ศ. ๒๓๑๐ พระเจ้าตากสิน และอนุชา รัชกาลที่ ๑ คือพระมหามนตรี ได้ร่วมกันเคลื่อนพลกองทัพเรือ จากจันทบุรี ปราบข้าศึกตามลำน้ำเจ้าพระยา กระทั่งมากอบกู้ กรุงศรีอยุธยากลับคืนมา ในเวลาอันรวดเร็วปีเดียวกันนั้นเอง และสถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานี โดยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบรี (พระเจ้าตากสิน) ขึ้นเป็นกษัตริย์ ในวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๓๑๑ แต่การสู้รบในการศึกยังไม่จบพม่ายกมาตีไทยอีกพระมหามนตรี (น้องรัชกาลที่ ๑) รบทำสงครามกับพม่าในปี ๒๓๑๑ ที่สมุทรสาคร ชนะได้ความดีความชอบ และขอพระราชานุญาตออกไปรับหลวงยกกระบัตร (รัชกาลที่ ๑)พี่ชายที่เมืองราชบุรี เข้ามารับราชการกับพระเจ้าตากสิน จากนั้นมาได้ทำสงครามรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับพระเจ้าตากสิน, พี่ชายคือหลวงยกกะบัตร (รัชกาลที่ ๑) และพระมหามนตรี ถือว่าเป็น “สามทหารเสือ คู่บังลังก์” ด้วยกันมา ใช้เวลา ๑๔ ปีทำศึก ๑๖ ครั้ง ได้รับความดีความชอบสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบรี (พระเจ้าตากสิน) จึงแต่งตั้งหลวงยกกระบัตร (รัชกาลที่ ๑) เป็นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก และพระมหามนตรี (น้องรัชกาลที่ ๑) ได้เป็นเจ้าพระยาสุรสีห์พิษณวาธิราช ครองเมืองพิษณุโลก ด้วยวัย ๒๗ ปี เมื่อพระเจ้าตากสิน เสด็จสวรรคต ต่อมาปี พ.ศ. ๒๓๒๕ รัชกาลที่ ๑ ได้สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ พระราชวงศ์จักรี ขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ ๖ เมษายน พ.ศ.๒๓๒๕ เสด็จปราบดาภิเษก จึงย้ายเมื่อหลวงมาอยู่ฝั่งตะวันออก ซึ่งมีชัยภูมิดีกว่าฝั่งตะวันตกกรุงธนบุรี และตั้งชื่อเมืองว่า “กรุงรัตนโกสินทร์อินทร์อยุธยา” และเจ้าพระยาสุรสีห์พิษณวาธิราช (บุญมาน้องรัชกาลที่ ๑) ได้รับการแต่งตั้งสถาปนาเป็นสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท กรมพระราชวังบวรสถานมงคล ตำแหน่งพระมหาอุปราช (วังหน้า) จึงได้กลับมาทำตามสัตยาธิษฐานคือบูรณะวัดสลัก (วัดมหาธาตุฯในปัจจุบัน) ในปี พ.ศ.๒๓๒๖ โดยรัชกาลที่ ๑ โปรดพระราชทาน พระบรมราชานุมัติให้สมเด็จพระอนุชาธิราช ทรงสถาปนาวัดนิพพานรามในปีเถาะ ปีเดียวกับวัดพระแก้ว เป็น พระอารามหลวงชั้นเอกแห่งแรกตามสัตยาธิษฐาน ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ และโปรดให้สร้างเกาะรัตนโกสินทร์ขึ้น โดยใช้เวลาสร้างถึง ๓ ปีจึงแล้วเสร็จเมื่อปี ๒๓๒๘ มีการเฉลิมฉลองด้วยการสมโภชเกาะรัตนโกสินทร์ ในขณะที่การสงครามศึกยังไม่สงบ ในรัชกาลที่ ๑ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ยังคงทำสงครามต่อเนื่องเป็นแม่ทัพเสด็จออกรบอีก ๘ ครั้ง รวมถึงสงคราม ๙ ทัพ ที่สำคัญคือ “ทุ่งลาดหญ้า” จังหวัดกาญจนบุรี ด้วยกลศึกลึกล้ำใช้ไม้เป็นกระสุนปืนใหญ่ สามารถรบชนะพม่า และในปี พ.ศ. ๒๓๔๖ ทรงประชวรเป็นโรคนิ่ว แต่ทรงบัญชาการรบจนเสร็จสิ้นที่เชียงใหม่ จึงเสด็จกลับพระนคร และเสด็จสวรรคต ด้วยพระชนมายุ ๖๐ พรรษา ในวันที่ ๓ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๓๔๖ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระโกศ (พระลอง) ย่อมุมไม้สิบสองหุ้มทองคำประดิษฐานพระบรมศพไว้ที่พระที่นั่งศิวโมกขพิมานในพระราชวังบวรสถานมงคล หลังจากการถวายพระเพลิง ณ พระเมรุมาศ ท้องสนามหลวง เสร็จสิ้น พระบรมอัฐิถูกอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ที่พระที่นั่งวายุสถานอมเรศ ในหมู่พระวิมาน ปัจจุบันอัญเชิญมาประดิษฐานไว้ที่หอพระนาคในพระบรมมหาราชวัง นอกจากจะทรงอุทิศพระองค์เสด็จไปในการศึกสงครามกอบกู้เอกราช และป้องกันพระราชอาณาจักรตลอดพระชนมชีพ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ยังทรงเสริมสร้างความมั่นคงให้แก่บ้านเมือง ทรงอุปถัมภ์บำรุงการพระศาสนา ศิลปวรรณกรรม และสถาปัตยกรรม เป็นต้นว่า โปรดให้สร้าง พระราชวังบวร (ซึ่งปัจจุบันคือบริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร โรงละครแห่งชาติ วิทยาลัยช่างศิลป์ และวิทยาลัยนาฏศิลป์) ทรงสร้างกำแพงพระนครตั้งแต่ประตูวัดสังเวชวิศยารามจนถึงวัดบวรนิเวศ และทรงสร้างป้อมอิสินธร ป้อมพระอาทิตย์ ป้อมพระจันทร์ ป้อมยุคนธร (ซึ่งรื้อลงแล้ว) คงเหลือแต่ป้อมพระสุเมรุ และทรงสร้างประตูยอดของบรมมหาราชวัง คือ ประตูสวัสดิโสภา ประตูมณีนพรัตน์ ประตูอุดมสุดารักษ์ และทรงสร้างโรงเรือที่ฟากตะวันตก ทรงสถาปนาวัดมหาธาตุ วัดชนะสงคราม (วัดตองปุ) วัดโบสถ์ วัดเทวราชกุญชร (วัดสมอแครง) วัดราชผาติการาม (วัดส้มเกลี้ยง) วัดปทุมคงคา (วัดสำเพ็ง) วัดครุฑ วัดสุวรรณคีรี (วัดขี้เหล็ก) วัดสุวรรณดาราราม ทรงสร้างหอมณเฑียรธรรมในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม วิหารคต วัดเชตุพนฯ เป็นต้น พระปรีชาสามารถ และพระมหากรุณาธิคุณในสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ได้จารึกอยู่ในประวัติศาสตร์ของชาติไทยตลอดมา
"ผู้ปิดทองหลังพระ" สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท กรมพระราชวังบวรสถานมงคล หรือเรียกขานนามว่า "วังหน้า" ถึงเวลานี้ล่วงมากว่า ๒๓๔ ปี ณ ปัจจุบันบางสิ่งที่คนไทยต้องทราบและเปิดเผยนาม....วังหน้า...ผู้เป็นกำลังหลักในการปกป้องบ้านเมืองให้คนไทยอยู่อาศัยมาถึงทุกวันนี้สถานที่สำคัญที่ควรค่าต่อรำลึกถึงท่านผู้สร้างคุณประโยชน์อนันต์ที่ประชาชนชาวไทยทุกคนต้องมาสัมผัส...วัดแห่งเดียวแห่งแรกในไทยที่เจ้าอาวาสเป็นตำแหน่งเรียกขานนามว่า “อธิบดีสงฆ์” มีอธิบดีสงฆ์เป็นตำแหน่งเจ้าอาวาส ในอดีตมีมาแล้วทั้งหมด ๑๙ องค์ ปัจจุบันเป็นองค์ที่ ๒๐ คือพระธรรมปัญญาบดี (พีร์ สุชาโต) และนายกสภามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) และที่กล่าวถึงนี้ท่านต้องมาเยือนก่อนดับร่างคือ "วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ราชวรมหาวิหาร" นั้นเอง